เมื่อวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2569 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ร่วมกับ 3 องค์กรชั้นนำจากต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านระบบโลจิสติกส์ อุปกรณ์การแพทย์อัจฉริยะ และเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ณ ห้อง Innogineer Studio ชั้น 1 อาคาร 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในพิธีลงนามครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ธนภัทร์ วานิชานนท์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้แทนลงนาม พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ไพศาล มุณีสว่าง อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ร่วมเป็นสักขีพยาน โดยเป็นการลงนามความร่วมมือทางวิชาการและงานวิจัยรวมทั้งสิ้น 3 ฉบับ (ระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี) ดังรายละเอียดต่อไปนี้:
1. ความร่วมมือด้านการวิจัยระบบโลจิสติกส์และเทคโนโลยีโดรนอัจฉริยะ (Research Collaboration on Logistics) จำนวน 1 แห่ง
บริษัท Avironix Private Limited ประเทศอินเดีย โดยมี Mr. Peter Thomas Langford (Chief Executive Officer) เป็นผู้แทนลงนาม และ Mr. Mohammed Tharik (Senior Manager) ร่วมเป็นสักขีพยาน ความร่วมมือนี้มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาต้นแบบระบบเฝ้าระวังด้วยโดรน (Drone-Based Surveillance System) ที่มาพร้อมเทคโนโลยีการถ่ายภาพ การตรวจจับ (Sensing) และการประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ระดับขอบ (Edge-AI) รูปแบบใหม่ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในด้านโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง
2. ความร่วมมือด้านการวิจัยอุปกรณ์การแพทย์อัจฉริยะและเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัลด้วย AI (Research Collaboration on Intelligent Medical Devices and AI-Enabled Digital Health Technologies) จำนวน 2 แห่ง
บริษัท Ticking Heart Pty Ltd. เครือรัฐออสเตรเลีย และ บริษัท Magic Wavelength Pty Ltd. เครือรัฐออสเตรเลีย โดยมี Professor Emeritus Kevin Fynn (Managing Director) เป็นผู้แทนลงนามของทั้งสองบริษัท พร้อมด้วย Dr. John Siliquini (Senior Engineering) ร่วมเป็นสักขีพยาน ความร่วมมือทั้ง 2 ฉบับนี้ มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์การแพทย์อัจฉริยะ ซอฟต์แวร์ทางการแพทย์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และ Machine Learning (AI/ML-based Software as a Medical Device: SaMD) ระบบติดตามอาการผู้ป่วยทางไกล (Remote Patient Monitoring) และระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิก (Clinical Decision Support)
นอกจากการร่วมมือกันสร้างสรรค์งานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีต้นแบบแล้ว บันทึกความเข้าใจทั้ง 3 ฉบับยังครอบคลุมถึงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะองค์ความรู้ของบุคลากรและนักวิจัย การให้คำปรึกษาทางวิชาการ ตลอดจนการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในเชิงพาณิชย์ การกำหนดนโยบาย และประโยชน์ต่อสาธารณชนในระดับสากลต่อไป









